Ethereum 2.0 คืออะไร?

Ethereum 2.0 คืออะไร?

Ethereum 2.0 คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?

เคยสงสัยไหมว่า Ethereum 2.0 คืออะไร? ในขณะที่มีเครือข่ายบล็อกเชนที่สามารถสร้างแอปพลิเคชันกระจายศูนย์ (dApps) ด้วย สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ได้เหมือนกัน อย่าง Cardano หรือ Polkadot 



ความจริงแล้ว Ethereum กำลังดำเนินการพัฒนาเวอร์ชันใหม่ หรือเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ แต่แน่นอนว่าการยกเครื่องครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนา การปรับเปลี่ยนภายใน ไปจนถึงความคาดหวังของผู้ใช้และนักลงทุนจำนวนมากของเครือข่าย



ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจะต้องเป็นที่น่าพอใจ ในขณะเดียวกัน ปัญหาต้องน้อยที่สุดเพื่อตอบสนองความคาดหวังและความต้องการของผู้ใช้ทุกคน เพราะปัญหาอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ผู้พัฒนาจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ



วันนี้เราจะมาอธิบาย Ethereum 2.0 และความสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้ มาชมไปพร้อม ๆ กันได้เลย!





ทำไมต้อง Ethereum 2.0 ?



ในยุคแรกของคริปโทเคอร์เรนซี บล็อกเชนส่วนใหญ่ใช้ระบบฉันทามติ (Consensus Algorithm) ที่เป็นการแก้ไขสมการเพื่อยืนยันความถูกต้องของธุรกรรม หรือ Proof of Work (PoW) ซึ่ง Ethereum เองก็เป็นหนึ่งในนั้น



ต่อมา เมื่อคริปโทเคอร์เรนซีได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ระบบฉันทามติแบบ Proof of Stake (PoS) จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาด้านพลังงานที่เป็นข้อจำกัดของ PoW



เมื่อ Ethereum 1.0 ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากกลุ่มนักพัฒนาที่พากันเข้ามาสร้างแอปพลิเคชันกระจายศูนย์ (dApps) ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือจำนวนผู้ใช้ที่สูงขึ้น  สวนทางกับความเร็วในการทำงาน และไม่สามารถขยายเครือข่ายให้เหมาะสมกับจำนวนผู้ใช้ ส่งผลให้มีค่าธรรมเนียม (Gas fee) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเลยทีเดียว 



ดังนั้น แนวคิด Ethereum 2.0 คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบจาก PoW เป็น PoS เพื่อทำให้เครือข่ายมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน ความเร็ว ความปลอดภัย หรือความยืดหยุ่นที่ทำให้สามารถรองรับผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นและมีค่าธรรมเนียมที่ถูกลง ซึ่งอาจเป็นคำตอบของข้อจำกัดอย่าง Blockchain Trilemma ที่เครือข่ายบล็อกเชนส่วนมากกำลังเผชิญหน้าอยู่ ณ​ ปัจจุบัน





ความแตกต่างระหว่าง Ethereum 1.0 กับ Ethereum 2.0 



แม้การเปลี่ยนแปลงระบบฉันทามติจะเป็นประเด็นสำคัญ แต่สิ่งที่ทำให้ Ethereum 2.0 แตกต่างจาก Ethereum 1.0 ไม่ได้มีแค่นี้ จะมีอะไรบ้าง เราจะมาแชร์ให้ทุกคนทราบ!



ระบบฉันทามติที่แต่เดิม Ethereum 1.0 ใช้แบบ PoW จะถูกเปลี่ยนเป็น PoS ใน Ethereum 2.0 ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับ Ethereum เลยก็ว่าได้ เปรียบเสมือนการเปลี่ยนโครงสร้างของบ้านทั้งหลัง อนึ่ง การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อขยายเครือข่ายให้สามารถรองรับจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มมากขึ้น โดยที่ระบบเก่าอย่าง PoW ไม่สามารถทำได้



ระบบ Proof of Stake ของ Ethereum 2.0 มีการทดสอบให้ผู้ใช้สามารถเข้ามาฝากเหรียญในเครือข่ายที่แยกออกมาโดยใช้ชื่อว่า Beacon Chain โดยการฝากเหรียญ (Stake) ใน Beacon Chain เหรียญจะถูกล็อกและไม่สามารถนำออกมาได้จนกว่าเครือข่ายหลักของ Ethereum จะรวมกับ Beacon Chain

 

แม้การล็อกเหรียญในเครือข่ายนี้จะยังไม่ทราบเวลาที่จะถอนออกมาได้ แต่ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างมาก ล่าสุด มีเหรียญที่อยู่ในระบบของ Ethereum 2.0 กว่า 5.3 ล้าน Ether และมีผู้ตรวจสอบ (Validator) กว่า 2 แสนคนเลยทีเดียว (ข้อมูล ณ วันที่ 16 ส.ค. 64 จาก ETH2 Launchpad)



นอกจากการเปลี่ยนแปลงระบบของเครือข่ายให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นแล้ว Ethereum 2.0 ยังได้นำเทคโนโลยี Sharding เพื่อช่วยกระจายการประมวลผลข้อมูล ทำให้ระยะเวลาในการประมวลเร็วมากยิ่งขึ้น เพื่อการใช้งานที่ลื่นไหล

Ethereum 2.0 จะเปลี่ยนเครื่องมือที่ใช้เขียน Smart Contract จาก EVM (Ethereum Virtual Machine) ที่ใช้ภาษาเฉพาะทางอย่าง Solidity, Vyper และ Yul ไปเป็น eWASM (Ethereum WebAssembly) ที่สามารถรองรับภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมได้กว้างขึ้น เช่น C, C++ และ Rust เป็นต้น



รวมถึงฟังก์ชันที่มีพื้นฐานมาจาก JavaScript เช่น Chakra engine ของ Microsoft หรือ V8 engine ของ Google หมายความว่า Ethereum 2.0 จะเปิดกว้างให้เหล่านักพัฒนาสามารถเข้ามาสร้างแอปพลิเคชันได้มากกว่าเดิม





สถานะปัจจุบันของ Ethereum 2.0



การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมาก จึงแบ่งออกมาเป็น 3 เฟสเพื่อให้ผู้ใช้และนักลงทุนทำความเข้าใจถึงแผนการพัฒนาที่เป็นก้าวสำคัญของ Ethereum เพราะนอกจากประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น ทั้งความเร็ว ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นแล้ว ยังสามารถลดภาระและขยายพื้นที่ให้ผู้ใช้ได้อีกด้วย



เฟส 0 มีชื่อว่า Beacon Chain หรือเครือข่ายแยกของ Ethereum 2.0 เพื่อให้ทดสอบการทำงานของระบบ PoS ได้อย่างเต็มที่ โดยผู้ที่ต้องการเป็น Validator จำเป็นต้องล็อกเหรียญขั้นต่ำที่ 32 ETH หรือสามารถร่วมฝากเข้า Staking pool สำหรับผู้ที่ต้องการฝากในจำนวนที่น้อยกว่าขั้นต่ำ หากเกิดปัญหาใด ๆ ขึ้นบน Beacon Chain ก็จะไม่สร้างผลกระทบต่อเครือข่ายหลัก (Mainnet) ซึ่งระบบยังคงอยู่ที่เฟสนี้



เฟส 1-1.5 มีชื่อว่า The Merge คือการนำเครือข่ายหลัก (Mainnet) ของ Ethereum มารวมเข้ากับ Beacon Chain (Ethereum 2.0) เพื่อใช้งานระบบ PoS อย่างเต็มรูปแบบ และไม่จำเป็นต้องใช้การขุดอีกต่อไป โดยผู้ใช้จะสามารถฝากหรือถอนเหรียญที่อยู่ในระบบเมื่อไหร่ก็ได้ และการใช้งาน Smart Contract ก็สามารถเริ่มใช้ได้ในเฟสนี้ โดยทีมนักพัฒนาคาดการณ์ว่าจะสามารถเคลื่อนมาที่เฟสดังกล่าวได้ภายในไตรมาสที่ 3 ปี ค.ศ. 2022



เฟส 2 มีชื่อว่า Shard Chains คือการนำข้อมูลบนเครือข่ายมาแบ่งสัดส่วนออกเป็น 64 ส่วนเพื่อทำให้เครือข่ายสามารถประมวลผลแบบขนาน (Parallel Processing) ได้ จึงจะยิ่งสามารถลดเวลาในการประมวลผลลงไปได้อีกหลายเท่าตัว โดยอาจมีความเร็วในการตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 15 ธุรกรรมต่อวินาที เป็น 1,000 ธุรกรรมต่อวินาที เลยทีเดียว  



การมาของ Shard Chain จะสามารถเพิ่มจำนวนผู้ใช้บนเครือข่ายได้อีก เพราะผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์สเปคสูง ๆ ก็สามารถมีส่วนร่วมกับเครือข่ายได้ ส่งผลให้มีความเป็นระบบแบบกระจายศูนย์ (Decentralization) มากขึ้น พร้อมกับความปลอดภัยที่แข็งแกร่งขึ้น





Ethereum 2.0 จะมีผลต่อราคาของ Ethereum อย่างไรบ้าง?



ในแง่ของการใช้งาน Ethereum 2.0 สามารถชักจูงและกระตุ้นการใช้งานให้เพิ่มขึ้นได้เมื่อค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม หรือ Gas Fee มีราคาที่ถูกลงเป็นอย่างมาก ไม่ว่าะเป็น DeFi, NFT, หรือ GameFi ที่ถูกสร้างขึ้นบนเครือข่ายของ Ethereum จะส่งผลให้ผู้ใช้กล้าที่จะเข้ามาใช้งานมากขึ้น 

ในแง่ของทรัพยากร หรือ Supply ของเหรียญ หากอ้างอิงจากข้อมูลในอดีต หรือจำนวนเหรียญใหม่ที่ถูกขุดขึ้นใหม่ต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ 5.4 ล้าน Ether ณ ปัจจุบันที่เครือข่ายทำงานด้วยระบบ Proof of Work แต่หาก Ethereum 2.0 ที่ทำงานด้วย Proof of Stake อาจส่งผลให้ปริมาณเหรียญที่เกิดขึ้นใหม่ลดน้อยลง



ในแง่ของการเผาเหรียญที่เข้ามาพร้อมกับการอัพเกรดระบบ (EIP-1559) ได้มีการนำ ETH บางส่วนจากการทำธุรกรรมของผู้ใช้มาเผาทิ้ง จึงมีความเป็นไปได้ที่หาก Supply ใหม่ที่เกิดขึ้นน้อยลงพร้อมกับการเผาเหรียญที่มี ณ ปัจจุบัน อาจก่อให้เกิดสภาวะเงินฝืด (Deflation) ได้นั่นเอง



สรุป



การพัฒนาครั้งสำคัญอย่าง Ethereum 2.0 ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย และเป็นเรื่องที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่า Ethereum จะสามารถคงอันดับ 1 ของเครือข่ายที่มีผู้ใช้ dApps และ Smart Contract สูงที่สุดได้หรือไม่



เห็นได้ว่าเทคโนโลยีทุกอย่างบนโลก แม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในวงการ ก็ยังจำเป็นต้องมีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำ และสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมต่อไป



อ้างอิง



Finematic, Ethereum, ETH2 Lauchpad, Computer, Binance Academy, Medium

Terms

บทความล่าสุด