Ethereum vs. Ethereum Classic

Ethereum vs. Ethereum Classic

ความแตกต่างระหว่าง Ethereum และ Ethereum Classic

Ethereum ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2013 จากฝีมือของ Vitalik Buterin และทีมผู้สร้างได้ทำการพัฒนาเครือข่ายบล็อกเชนจนสามารถดึงดูดเหล่านักพัฒนาเข้ามาเขียนโปรแกรม สร้างแอปพลิเคชันกระจายศูนย์ (dApps) และ สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) จนกระทั่งเกิดบั๊กขึ้นกับ The DAO ที่เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันบนเครือข่าย



ความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันในหมู่ผู้ใช้ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเสียงส่วนใหญ่ต้องการกำจัดความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยการแยกเครือข่ายใหม่ (Hard Fork) จึงเป็นที่มาของ Ethereum ในปัจจุบัน 



ในขณะเดียวกัน เสียงส่วนหนึ่งที่ต้องการอนุรักษ์แก่นของบล็อกเชนที่มีหลักการกระจายศูนย์อำนาจ (Decentralization) ต้องการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและหาทางแก้ไขในอนาคตต่อไป เครือข่ายบล็อกเชนที่ดำเนินต่อไปตามแนวคิดนี้จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Ethereum Classic นั้นเอง





Ethereum (ETH) คืออะไร



Ethereum คือระบบที่มีการแยกเครือข่ายใหม่ และมีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเปลี่ยนระบบฉันทามติจาก Proof of Work (PoW) เป็น Proof of Stake (PoS) ใน Ethereum 2.0 ซึ่งจะส่งผลให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายที่น้อยลง



ปัจจุบัน Ethereum 2.0 กำลังดำเนินอยู่ในเฟส 0 (Beacon Chain) ที่ทดลองการทำงานของระบบ PoS เพื่อให้การทำงานบนเครือข่ายบล็อกเชนเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และใช้ทรัพยากรน้อยลง โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีฮาร์ดแวร์ที่มีพลังประมวลผลสูงเหมือนในระบบ PoW เดิม



โปรเจคเฟส 1 (Merge) มีกำหนดการจะเสร็จสิ้นภายในช่วงสิ้นปี 2021 ถึง ต้นปี 2022 ซึ่ง Ethereum จะเปลี่ยนมาใช้ระบบ PoS ได้อย่างเต็มรูปแบบ และจะเข้าสู่เฟส 2 (Shard Chains) ในปี 2022



พัฒนาการของ Ethereum แสดงให้เห็นได้ชัดว่า ทีมผู้สร้างอย่าง Vitalik Buterin และนักลงทุนมากมายทั้งที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว หรือเห็นด้วยกับการแยกเครือข่ายใหม่ได้ทำการย้ายมาอยู่บน Ethereum ส่งผลให้การพัฒนาสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างดี และมีมูลค่าตลาดรวมเป็นอันดับ 2 ของโลกในปัจจุบัน





Ethereum Classic (ETC) คืออะไร



ภายหลังจากการตัดสินใจที่จะรักษาแนวคิดต้นกำเนิดของบล็อกเชน ปฏิเสธการแก้ไขระบบ และเลือกเดินหน้าพัฒนาและหาทางป้องกันต่อไป ทีมพัฒนาของ Cardano อย่าง Input Output Hong Kong (IOHK) ก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับทีมพัฒนาของ Ethereum Classic



Ethereum Classic คือระบบตั้งต้นที่ปรับอัตราการให้รางวัลของนักขุด (Miner) สูงขึ้น และลดค่าธรรมเนียม (Gas Fee) ลง เพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน หบังการแยกตัวของระบบ ส่งผลให้เครือข่ายบล็อกเชนดำเนินไปได้อย่างปลอดภัย และต่อมาได้กำหนดจำนวนเหรียญให้เท่ากับบิตคอยน์ โดยจำนวนเหรียญใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขุดจะลดลง 20% ในทุก ๆ 5 ล้านบล็อก (5M20 Model)



ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Ethereum Classic ได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างมาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการทำงานร่วมกับเครือข่าย Ethereum อย่างไรก็ตาม การพัฒนากลับเกิดขึ้นได้ช้า เนื่องจากทีมพัฒนามีความระมัดระวังต่อความเสี่ยงที่อาจถูกจู่โจมโดยผู้ไม่หวังดี เพราะไม่สามารถแก้ไขเครือข่ายได้หากเกิดปัญหา



เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา Ethereum Classic ได้ทำการอัปเกรดโดยใช้ชื่อว่า Thanos เพื่อปรับให้ผู้ใช้สามารถใช้การ์ดจอที่มีประสิทธิภาพต่ำในการขุดได้ พร้อมปรับอัตราขุด (Hash Rate) ให้สูงขึ้น เพื่อกระตุ้นให้มีผู้ใช้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงในการถูกครอบคลุมเครือข่ายกว่า 51% หรือ 51% Attack ลดลง





ความแตกต่างระหว่าง ETH และ ETC



ทั้งสองเครือข่ายมุ่งเน้นการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น ทาง Ethereum พยายามที่จะปรับเปลี่ยนระบบฉันทามติจาก PoW เป็น PoS เพื่อกระตุ้นให้เหล่านักพัฒนาต้องการสร้างแอปพลิเคชั่นกระจายศูนย์ (dApps) หรือ สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) กันมากขึ้น



ทางด้าน Ethereum Classic แม้หลังจากการแยกตัวจะถูกจู่โจมจากผู้ไม่หวังดี ด้วย 51% Attack ถึง 5 ครั้ง แต่ก็ยังพยายามอย่างสุดความสามารถด้วยการเพิ่มรางวัล ลดค่าธรรมเนียม ปรับคุณสมบัติขั้นต่ำในการใช้งานลง และปรับอัตราแรงขุดให้สูงขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัย และพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน





สรุป



ความคิดเห็นที่แตกต่างกันทำให้เกิดการแยกทางของเครือข่ายบล็อกเชนออกมาเป็น Etherem ที่เราคุ้นเคย กับ Ethereum Classic



โดย Ethereum คือเครือข่ายที่ได้พัฒนาเครือข่ายบล็อกเชน ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงขึ้นเพื่อยืนหยัดเป็นเครือข่ายที่เหมาะสมกับการเขียนโปรแกรม สร้างแอปพลิเคชันกระจายศูนย์ หรือ สัญญาอัจฉริยะมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1



อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าทางด้าน Ethereum Classic ที่เชื่อมั่นว่าการยึดมั่นในแก่นของบล็อกเชน ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้เครือข่ายเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะโดนโจมตีระบบหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่มีใครอาจล่วงรู้อนาคตได้ ตราบใดที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ยังเกิดขึ้นทุกวัน





อ้างอิง:



Ethereum, eToro, Ethereum Classic, Coindesk

Blockchain

บทความล่าสุด